คอมพิวเตอร์มีเสียงร้อง

คอมพิวเตอร์มีเสียงร้องอาจเกิดได้จากหลายเหตุปัจจัย แต่โดยปกติแล้วความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะมีสาเหตุมาจากเมนบอร์ดมีปัญหาเป็นหลัก โดยเสียงดังติ๊ด ๆ แต่ละแบบจะมีความหมายที่สามารถใช้บ่งบอกสาเหตุของความผิดปกติได้ อาจแบ่งแยกได้ตามลักษณะของเสียงดังต่อไปนี้

  • เสียง Beep สั้นๆ 2-3 ครั้ง หมายความว่าเครื่องมีปัญหา อาจเกิดจาก Ram หรือเมนบอร์ดทำงานผิดปกติหรือ Post ไม่ผ่าน
  • เสียง Beep สั้น ๆ ติดต่อกันหลายครั้ง หมายความว่าเมนบอร์ดทำงานผิดปกติ
  • เสียง Beep ยาว ๆ 1 ครั้ง และสั้น ๆ 2 ครั้ง หมายความว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่การ์ดจอซึ่งอาจจะชำรุดเสียหายหรือเสียบไม่สนิท
  • เสียง Beep ดังยาว ๆ ต่อเนื่องหลายครั้ง หมายความว่า Ram หรือหน่วยความจำมีปัญหา

สำหรับการแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์มีเสียงร้อง เริ่มแรกเจ้าของคอมต้องวิเคราะห์ให้ได้ก่อนว่าสาเหตุที่ทำให้คอมมีเสียงร้องเกิดขึ้นเพราะอะไร จากนั้นอาจลองแก้ไขเบื้องต้นด้วยวิธีพื้นฐานอย่างการ Restart เครื่องใหม่ หรือในกรณีที่ฟังเสียง Beepcode แล้ววิเคราะห์ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก Ram เป็นหลักอาจจะลองเช็ค Ram ดูว่ามีการเสียบสนิทหรือไม่ หากไม่ก็ให้ลองขยับให้เข้าที่เข้าทาง หรือถอดออกมาทำความสะอาด เช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดเพราะการ์ดจอหรือเมนบอร์ด

Related Post

วิธีแก้คีย์บอร์ดเพี้ยน กดไม่ติด ควรทำอย่างไรวิธีแก้คีย์บอร์ดเพี้ยน กดไม่ติด ควรทำอย่างไร

วิธีแก้คีย์บอร์ดเพี้ยน มีสาเหตุและวิธีแก้อย่างไร? 1. ปัญหาจากการเชื่อมต่อ ปฏิเสธไปไม่ได้เลยว่าเป็นปัญหาที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ และน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คีย์บอร์ดเพี้ยนมากที่สุดกับ ปัญหาจากการเชื่อมต่อ ที่เกิดจากการเชื่อมต่อคีย์บอร์ดเข้ากับคอมพิวเตอร์ทั้งแบบไร้สายผ่าน Dongle, Bluetooth และแบบมีสาย USB เบื้องต้นสำหรับการที่เราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถใช้งานคีย์บอร์ดได้นั้น เบื้องต้นเราอาจจะตรวจสอบในส่วนของสายสำหรับเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ หรือถ้าใครเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ก็ให้ลองตรวจสอบสถานะการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดูหากขึ้นแจ้งเตือนว่า USB device not recognized ก็แสดว่าเป็นปัญหาจากตัวคอมพิวเตอร์และ Windows โดยวิธีแก้ไขก็ง่ายมากๆ สำหรับการเชื่อมต่อมีสายนั้นเพียงถอดสายออกและเชื่อมต่อใหม่หากแก้ไขได้ข้อความ USB device not recognized

วิธีแก้ไขหน้าจอคอมไม่ติดเบื้องต้น วิธีแก้ไขหน้าจอคอมไม่ติดเบื้องต้น 

1. ตรวจสอบที่สายไฟ การตรวจเช็คหรือตรวจสอบที่ตรงสายไฟ ในตอนที่เราเปิดคอมพิวเตอร์แล้วหน้าจอไม่ติด ให้เราสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า อาจจะเป็นที่สายไฟ ให้ทำการตรวจสอบว่าสายไฟนั้นมีการหลุดหรือไม่ มีอาการหลวมปหรือไม่ หรือว่าจะขาดตรงไหนหรือเปล่า เมื่อดูแล้วให้ลองขยับสายไฟ ถอดและเสียบปลั๊กใหม่ แล้วดูหน้าจอว่ามีภาพขึ้นไหมครับ 2. ตรวจสอบสายเชื่อมต่อสัญญาณ ทำการตรวจสอบใหม่ก็คือเหล่าสายเชื่อมต่อสัญญาณอย่างสาย D-Sub, DVI หรือ HDMI โดยให้ถอดสายสัญญาณ ออกมาเช็คหรือตรวจสอบดูเลยว่ามีจุดตรงไหนขาดหรือหักไหม หากไม่มีก็ให้ลองใส่เชื่อมต่ออีกครั้งและขยับสายให้แน่นขึ้น เพื่อกันปัญหาในกรณีของสายหลวม โดยสายสัญญาณจะอยู่หลังจอ 3. เปลี่ยนสายไฟเส้นใหม่ วิธีต่อมานี้เป็นวิธีที่อยากให้ลองหลังจากทำการตรวจสอบสายไฟแล้วหน้าจอยังไม่ติด นั่นก็คือการนำสายไฟใหม่มาเปลี่ยนดูเลยครับ เพื่อวัดกันไปเลยว่าเป็นที่สายไฟจริงหรือไม่ อาจจะทำการเสียบปลั๊กที่ช่องเดิม หรือจะเสียบช่องใหม่ไปเลยก็ได้ แล้วจึงลองตรวจสอบดูว่า

วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์เบื้องต้นวิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

1. อัปเดต Windows อย่างสม่ำเสมอ หลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นต้องอัปเดต Windows ตลอดเวลาก็ได้ เพราะยังสามารถใช้งานได้ปกติดี แต่ความจริงแล้วไมโครซอฟท์มักจะออกอัปเดตเพื่อเพิ่มความปลอดภัย อุดช่องโหว่ต่าง ๆ รวมทั้งป้องกันไวรัสและมัลแวร์ตัวใหม่ ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากไม่อัปเดตนาน ๆ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยง นอกจากนี้การใช้ Windows เวอร์ชั่นเก่าเกินไปที่ไมโครซอฟท์หยุดให้การสนับสนุนแล้วก็ถือว่ามีความเสี่ยงเช่นกัน 2. โปรแกรมก็ควรอัปเดตสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะ Windows แต่โปรแกรมต่าง ๆ ภายในเครื่องก็ควรอัปเดตไปใช้เวอร์ชั่นใหม่ ๆ เช่นกัน เพราะจะมีการแก้ไขบัคและอุดช่องโหว่ต่าง